News

ตอนนนี้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจู่ ๆ ผมก็ลุกขึ้นมาวาดรูป มานั่งระบายสี ทั้ง ๆ ที่ควรจะเลิก ๆ ไปได้ตั้งนานแล้ว และไม่ควรจะทำแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะอาชีพหลักของผมมันดูยังไงก็ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกันเลย
ดังนั้นผมจึงขอแจ้งให้ทราบ (ถึงจะไม่อยากทราบ ก็ต้องทราบ) ถึงสาเหตุต่าง ๆ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ครับ

1. สาเหตุจากอดีตในสมัยปีมะโว้

เมื่อหลายสิบปีก่อน ตั้งแต่ผมอยู่อนุบาลมา สิ่งแรกที่ผมทำได้ดีที่สุดก็คือ การวาดภาพ และ ระบายสี ซึ่งผมทำได้ดีระดับไหน ก็เป็นแบบที่ว่า ตัวผมเสียดายถ้าผมจะฝังมันเอาไว้ และภาพที่วาดได้ภาพแรก ไม่ใช่สุดสาคร ไม่ใช่หนุมาน แต่เป็น ไกคิง .... ไรดิ้ง...
หน้าแบบเนี้ยะ...ซ้าย ไกคิง ขวาก็ไรดิ้ง... ชื่อพิลึกแฮะ แต่สมัยนั้นชื่อแบบนี้แหละโคตรเท่ห์เลย..
 
(เครดิต 2 ภาพนี้ผมไปอิ๊บอั๊บมาจาก เวบ ไรเดอร์ V3 หลุดโลก ครับ)
 

. ประมาณ ป.5 ผมมีความฝันที่สูงสุดขณะนั้นคือการวาดการ์ตูนให้เพื่อน ๆ อ่าน โดยตอนนั้นอาศัยลายเส้นของ ฮาี่ร่า เท็ตสึโอะ (เรื่อง เค็นชิโร่ หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ) โดยสละสมุดเรียน 1 เล่มวาดมันขึ้นมาเป็นแนว 18+ ... ใช่แล้ว ผมทำการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ ให้เพื่อนอ่านตอน ป.5 โดยครั้งนั้น มีเพื่อน ๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายในห้องหลายคนบอกว่า "ทำได้ดีนี่.." ดีจนมีไอ้บ้าตัวนึงเอาไปให้ครูดูด้วยซ้ำ.... ผลที่ตามมา.. ไม่มีอะไรเกิดขึ้น การ์ตูนเรื่องนั้นก็ไม่ถูกยึด ไม่มีการเชิญผู้ปกครองแต่อย่างใด เพราะอะไรไม่ทราบได้ แต่ครูบอกว่า "วาดผู้หญิงยังไม่ดีนะ" ..... อ.ที่มันเอาไปให้..เป็นอาจารย์สอนหลายวิชา รวมทั้งศิลปะ (และเป็นผู้หญิง)

ตอน ม.ต้น ตั้งแต่ ม. 1 เป็นต้นมา ผมพอที่จะเล่นดนตรีเป็นบ้าง เลยไปสมัคร ชมรมดนตรี ทำให้ผมไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ แต่ในหนังสือเรียน ผมทำอนิเมชั่นตามขอบหนังสือทุกเล่ม โดยที่มักจะมีเพื่อนขอให้ฉายให้ดูบ่อย ๆ ผลงานเด่นคือ "เจ้าหนูสิงห์นักเตะ" ที่เปิดฉายอยู่ในโรง "คณิตศาสตร์ ม.2" ... ส่วนแนว 18+ พอผมทราบว่ามันไม่ดี ผมก็ไม่ได้เขียน (ให้ใครดู) อีกเลย

ตอน ม.ปลาย จนเรียนมัธยมจบ ผมทำสมุดภาพของตัวเองด้วยสมุดวาดเขียนขนาด A3 โดยวาดแข่งกับเพื่อนคนหนึ่งที่มันวาด 18+ กลางห้องได้อย่างหน้าตาเฉย ทำให้ผมเริ่มคิดว่า ไม่เห็นจะแปลก เราไม่ได้ทำแบบนี้คนเดียวในโลกซักหน่อย (ไอ้เีจี๊ยะ มึงทำกูเข้าใจผิดตั้งแต่วันนั้นแหละ) โดยผลงานต่าง ๆ บัดนี้ หายไปหมดหลังจากที่วางทิ้งไว้ที่ห้องเรียน 2 วัน (แน่นอน ของไอ้เจี๊ยะ ก็หายสิ้นเช่นกัน)

พอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมหาสมุดเสก็ตภาพเล่มเล็ก ๆ ไว้ใช้แทนสมุดเล็กเชอร์ เพราะผมไม่ชอบสมุดที่มีเส้นบรรทัด เพราะราคาเท่ากัน บวกกับกระดาษก็หนากว่า ผมก็เลยซื้อมาเล่มละปี โดยที่ข้างในไม่เคยจดอะไรเลย แต่ก็เรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้ครับ

ภาพประกอบ
ตัวอย่างการ์ตูน 18+ ที่เขียนเล่น ๆ สมัยอยู่ มหา'ลัย เนื่องจากวาดเล่น ๆ เลยห่วยมาก

หลังจากที่เรียนจบหมดแล้ว และไม่คิดจะไปต่อโท ต่อเอก ตามกระแส เนื่องจากฐานะทางบ้านเองก็ไม่ได้มีเงินซักเท่าไหร่ ทำให้ผมตัดสินใจสมัครเข้าทหารเกณฑ์ไปซะเลย ช่วง 6 เดือนที่เป็นทำให้ผมต้องหยุดวาดรูปไป โดยหันไปล้างส้วมแทน ล้างส้วม เป็นงานที่ต้องรับผิดชอบสูงมากนะครับ เพราะทหารเกือบ 1000 นาย ต้องมาใช้บริการตลอดเวลา คิดเอาว่าเนื้อที่ห้องน้ำนั้น ใหญ่กว่าบ้านผมอีก.. และกิจกรรมของทหารที่มีมากมาย ทำให้ต้องหยุดวาดรูปไปโดยสิ้นเชิง

เกณฑ์ทหารเสร็จ กลับมาก็ต้องทำงาน ผมจึงไปทำงานเป็นช่างซ่อมประจำศูนย์บริการคอมพิวเตอร์แบรนด์เนมหลายยี่ห้อ (มันซื้อออโต้ไหลมาหลายเจ้าน่ะ) ทำไมไม่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบล่ะ ? คำถามนี้ตอบง่าย ๆ ครับ บ้านผมไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะทำให้ผมมีเวลาไปหาว่า ที่ไหนเขารับคนแบบผมเข้าทำงานได้ ช่วงเวลานั้น ทำอะไรเป็นก็ทำ ๆ ไปก่อนนั่นแหละ แต่ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "สันดาน" ในเรื่องของการสะสม สมุดวาดภาพ + ไว้เล็บข้างเดียว (เอาไว้เล่นกีตาร์) ติดตัวจนถึงทุกวันนี้ แต่เรื่องที่ทำให้หยุดวาดรูปไป 10 ปี มันหลังจากนี้ตะหาก ???

หลังจากออกจากงานแรก ผมมีอาการคล้าย ๆ "โรคแพ้สังคม" เกิดขึ้นมาหนักพอสมควร ช่วงที่พยายามรักษาอาการดังกล่าวด้วยตัวเองนั้น เกิดปัญหามากมาย มากพอที่จะทำให้คิดว่า ออกจากบ้านดีกว่า ซึ่งตอนนั้น ผมได้งานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านฝึกหัดของร้านอาหารยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ คือจุดหักเหที่ทำให้ผมต้องตัดเล็บมือครบทั้ง 2 ข้าง และ ไม่ได้วาดรูปอีกเลย นับเวลามาจนถึงปัจจุบัน ก็เกือบ 10 ปี และ มากกว่า 10 ปีถ้าจะนับตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย จนเพิ่งจะกลับมาวาดจริง ๆ จัง ๆ ไม่นานนี้
เอาแค่คร่าว ๆ สำหรับสาเหตุจากอดีตนะครับ

2. สาเหตุจากคนรอบข้าง
ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่เกี่ยวกับการวาดรูปอีกเลยจนมาอยู่กระทรวงแรงงานฯ ในฐานะลูกจ้างชั่วคราว... ผมมีโอกาสได้ทำป้ายโปสเตอร์สำหรับประชาสัมพันธ์โครงการของรัฐบาลชิ้นหนึ่ง ซึ่งขนาดของมันน่าจะเป็น A2 เพราะใช้กระดาษ A4 ถึง 8 แผ่น ในการเตรียมบอร์ดแต่ละชิ้น โดยวาดเป็นตัวการ์ตูนแบบ "ไทย ๆ" 4 แผ่น และลงสีพร้อมทำอาร์ตเวิร์ก จัดเลย์เอ้าท์ทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวในระยะเวลาอันสั้น โดยผลงานดังกล่าวได้ติดโชว์ให้ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี มายืนงงอยู่พักใหญ่ว่า ทำไมทรงผมมันเท่ห์จังวะ.. (นายกคนที่ว่าปัจจุบัน กลับบ้านไม่ได้ไม่รู้ทำไม) แต่ด้วยสาเหตุที่ผมต้องปากกัดตีนถีบเพื่อจะทำให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอดไปวัน ๆ จึงเป็นเหตุให้ มันจบอยู่แค่นั้นแหละ

จนมาทำงานเป็นฝ่ายบุคคล บริษัทร้านอาหารของไทยชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่นี่ทำให้ผมเปิดเวบไซต์ที่ให้แฟนผมวาดภาพเอาไปลงไว้ด้วยความคิดที่ว่า จริง ๆ อยากวาดเอง แต่ไม่ไหวแล้ว ให้คนที่มีแรงทำเขาทำดีกว่า ก็ที่นี่เช่นกันที่ทำให้ผมเริ่มทำเพลงเกมออกขาย แต่จะขอละไว้เพราะครั้งนี้ไม่ได้พูดเรื่องเพลง

ช่วงก่อนออกจากงาน ผมได้โปรเจ็คทำเพลงให้ AT ทำให้ผมลองวาดเล่น ๆ ดูบ้าง พบว่า ไม่ไหวแฮะ เราหยุดไปนานจนทำอะไรไม่ได้แลวจริง ๆ แต่ก็ตรงจุดนี้อีกน่ะแหละครับที่ทำให้ผมได้เห็นว่า ไอ้การโดนดูถูกมันทำให้เกิดพลังขึ้นมาได้ยังไง

ผมโดนใครดูถูก ? เอาเป็นว่า คน ๆ นั้น เป็นใหญ่เป็นโตในวงการที่ผมทำงานอยู่ ประโยคทิ่มใจก็คือ "พี่ ผมว่าพี่ทำเพลงอย่างเดียวเถอะ".... แต่ก็มีน้องท่านหนึ่งบอกผมว่า "พี่อยากวาดก็วาดสิครับ ไม่เห็นเป็นไรเลย" ใช่...อยากวาดก็วาด

และมีคนอีก 2 - 3 คนที่ถามผมประมาณว่า "จู่ ๆ จะทำไปทำไม" ซึ่งเขาไม่ได้ดูถูกผมหรอกครับ เขาสงสัยกันเฉย ๆ โดยไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ตัว ซึ่งผมพยายามอธิบายว่า "แค่อยากวาด" มันก็ไม่พอที่เขาจะเข้าใจ โดยนาน ๆ ครั้ง พวกเขาก็จะถามแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ... ยังถามกันมาจนถึงเมื่อวานด้วยซ้ำไป

และท้ายนี้... ผมไม่ได้คิดทำเกม ผมไม่ได้อยากมีอาชีพเขียนการ์ตูน ผมแค่ วาดรูปเล่น วาดแบบที่ผมเคยทำมาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ นั่นแหละ วาดเหมือนกับที่เล่นดนตรีมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นไง จะสงสัยกันทำไมล่ะครับ ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีเหตุผลเรื่อง เงิน ๆ ทอง ๆ เข้ามาปนหรอก
แต่สำหรับ "ไอ้สองตัวนั่น" มึงดูแล้วอย่าลืมถอนคำพูดมึงด้วย มึงไม่มีสิทธิ์มาบอกว่ากูควรทำหรือไม่ควรทำอะไร กูชอบ กูก็ทำ โอเค ?
สำหรับคนที่สงสัยแต่ไม่กล้าถาม ถ้าสามารถทนอ่านจนจบได้ก็อาจจะเข้าใจขึ้นบ้างนะครับ

ผมไม่มีเป้าหมายอย่างอื่นใดนอกจากวาดไปเรื่อย ๆ (อย่างน้อยก็ตอนนี้)

นิเกะ View my profile

Recommend

Favourites