แก้โรคติดเทคโนโลยี ด้วยวิธีการง่าย ๆ
posted on 28 Apr 2008 09:17 by nike in HottedPost, Othersเคยไหมครับ เวลาออกห่างหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วรู้สึกกระวนกระวาย ?
เคยไหมครับ อยากเล่นเกมแต่ไม่รู้จะเล่นเกมอะไร ก็นั่งมันหน้าจอนั่นแหละ ?
เคยไหมครับ นั่งเล่นเกมทั้งวันทั้งคืน
เคยไหมครับ รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่เริ่มเปิดคอม ?
เคยไหมครับ นั่งเล่นเน็ตทั้งวันทั้งคืนโดยไม่รู้จะดูอะไร ?
เคยไหมครับ นั่งกดดูเมนูโทรศัพท์เคลื่อนที่ของท่านโดยไร้จุดหมาย ?
เคยไหมครับ นั่งลงโปรแกรมใหม่ ๆ โดยไม่คิดว่าจะเอามันมาใช้ทำงานอะไร ?
เคยไหมครับ นั่งแกะคอมมาดูเครื่องในโดยไร้เหตุผล ?
เคยไหมครับ นั่งยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ที่หน้าคอม ?
เคยไหมครับ ฯลฯ ... ที่อยากอยู่ใกล้ ๆ เทคโนโลยี ?
อาการเหล่านี้ เราเรียกว่า "โรคติดเทคโนโลยี"
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีอาการดังกล่าว แต่ไม่ครบทุกข้อ และไม่ค่อยจะยอมรับตัวเองเท่าไหร่ว่าติด จนกระทั่งไม่กี่วันมานี่เอง
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมมีภารกิจใหญ่ดั่งที่เคยเล่าเอาไว้เมื่อหลายเอ็นทรี่ก่อน ซึ่งจะเห็นว่าผมไม่ได้อัพบล็อกเลยเป็นเวลานานโดยเฉพาะช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้
ได้ออกไปเดิน ๆ ๆ นอกบ้านติดต่อกันเป็นเวลานานหลายวัน เวลาเปิดคอมมันก็ลดลง
ผลก็คือ ....
ช่วง 2 - 3 วันแรก มีอาการกระวนกระวาย แต่ไม่ถึงขั้นตาย
ตามด้วยอาการอยากเปิดคอม เหงื่อแตกพราก ๆ (เพราะอากาศร้อนระบี้)
คิดถึงแต่อินเตอร์เน็ต อยากดู๊ อยากดู...
แต่ก็ไม่ได้กลับมาเปิด จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีก....
กลับมาเปิดคอมวันนี้..
มีแต่เปิดเพื่อทำงานซะแล้วสิ...
ใช่แล้ว... โรคติดเทคโนโลยีนั้น เกิดขึ้นเพราะสมองได้รับอะไรที่พึงพอใจต่อเนื่องกันจนติดเป็นนิสัย ซึ่งขอใช้คำว่า นิสัย เพราะมันเลิกได้ ไม่ถึงขั้น สันดาน โดยที่ตัวเองนั้นไม่รู้เลยว่าติดเข้าไปแล้วจนกระทั่งมีโอกาสห่าง ๆ มันซักพักนี่แหละครับ
ถึงวันนี้ ผมก็ต้องกลับมาทำงานหน้าคอม และอาการติดเทคโนโลยีก็อาจจะกลับมาอีกครั้ง แต่ผมก็คิดว่าผมนั้นมีแรงต้านทานกับมันมากพอที่จะเดินออกไปทำธุระนอกบ้านได้โดยไม่เกิดอาการจะเป็นจะตาย
อีกไม่กี่วันนี้โรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมก็อยากจะฝากถึงน้องๆ หลาน ๆ หรือเพื่อน ๆ รุ่นเยาว์ของผมซักนิดนึงว่า โรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมแล้ว พยายามหาช่องทางอื่น ๆ ให้มันห่างจากเทคโนโลยีที่กำลังติดหนึบหนับ แล้วกลับไปตั้งใจเรียนตามหน้าที่ของตนจะดีกว่า
เพื่อน ๆ แถว ๆ บ้านผมหลายคนที่กำลังเรียนและเรียนจบแล้วหลายคน นั่งบ่นคล้ายกันเรื่อง เรียนมาแล้วไม่ได้ใช้งานอะไรเลย เสียดายเงิน เสียดายเวลาที่เดินทางไปเรียนหนังสือมาก
ก็อยากจะฝากลอยตามลมไปว่า ไปเรียนเถอะ
คุณจะได้พบเพื่อนที่ผลักดันให้คุณทำอะไรได้ดีกว่าเพื่อนแถวบ้าน
คุณจะได้อ่านหนังสือออกโดยไม่พึ่งพ่อแม่
คุณจะบวกเลขจำนวนมากได้ไม่ผิดพลาดเพราะคุณคงไม่ติดเครื่องคิดเลขหรืออะไรที่คิดเลขได้ตลอดเวลา
คุณจะมีโอกาสได้ทำงานที่อาจสร้างชีวิตของคุณได้
คุณจะสามารถต่อยอดความรู้จากบรรพบุรุษของคุณได้ดีขึ้นมาก
หลายคนเถียงผมว่า ไม่ต้องเรียนก็ทำแบบนั้นได้...
ก็อย่าลืมว่า ไอ้ที่คุณเป็นอยู่นั่นน่ะ เขาเรียกว่า "ห่วงเล่น" "ห่วงเที่ยว" และ "ห่วงสนุกสนาน"
สมัยผมเด็ก ๆ น่ะ ไม่มีใครเขามาบอกแบบนี้หรอกครับ มีแต่บอกว่า
"เป็นเด็กมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป"
อย่าได้เอาผลการเรียนมาเป็นเครื่องวัดว่าคุณควรจะเรียนหรือไม่เรียน
เด็ก ๆ ตจว. ที่เขาอยากเรียนแต่เขาไม่ได้เรียนมีเยอะแยะ ไม่ลองนั่งรถไปถามเขาดูล่ะครับ ?
คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า มันเป็นแบบนี้เสมอ
โอกาสที่ดีกว่าไม่เคยเปิดให้กับคนไม่มีวุฒิการศึกษา ขนาดเด็กล้างจานในร้านอาหารหลายที่ยังต้องเรียนจบ ป.6 เป็นอย่างต่ำ เพราะต้องอ่านหนังสือออก และบวกเลขได้บ้าง
เด็กพม่า ที่มาทำงานในโรงงานแถว ๆ บ้านผมนั้น อ่านภาษาอังกฤษออกและบวกเลขเป็น แถมพูดไทยได้ทุกคนนะครับ !!
ถ้าไม่อายเด็กตจว. ก็อายคนต่างด้าวก็แล้วกันนะครับ
แล้วมันเกี่ยวกับโรคติดเทคโนโลยี่ตรงไหน ?
ผมพยายามสื่อออกมาหลายบรรทัดนี่เพื่อจะบอกว่า ถึงเราจะใช้เทคโนโลยี่เก่งเพียงไหน หากขาดประสบการณ์ชีวิต ขาดการเข้าไปในสังคมจริง ๆ ก็ยากที่จะได้รับการยอมรับว่าคุณเก่งจริง ๆ และไม่มีบริษัทที่ไหน ยอมรับคนใช้เทคโนโลยีเก่ง แต่เข้ากับสังคมไม่ได้ หรือใช้ความรู้อย่างอื่นไม่เป็น อย่าว่าแต่บริษัทเลย ต่อให้เป็นกิจการในครอบครัว เขาก็แทบจะฝืนความรู้สึกที่ให้คุณรับผิดชอบงานแน่ ๆ ล่ะครับ
ผลสุดท้ายประเทศไทยก็จะมีบุคคลกลุ่มใหม่เกิดขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มจะมีมากขึ้น และผมก็เป็นห่วงมาก ยิ่งถ้าเขาเป็นเพื่อนของผม ซึ่งผมจะพยายามหาช่องทางชักชวนให้ออกมานั่งเล่นนอกบ้านกันบ่อย ๆ หลังจากภารกิจของผมเสร็จสิ้นนี่แหละ
ดังนั้น ใครที่รู้ตัวว่าเข้าข่ายว่า ติดเทคโนโลยี
ปิดเครื่องคอมไปซักพักแล้วเดินออกไปเรื่อย ๆ เริ่มจากเดินไป เซเว่น และเดินออกไปให้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยตัวคนเดียว เดินด้วยเท้านั่นแหละครับ
แววตาของคุณจะสดใสขึ้น ใบหน้าของคุณจะค่อย ๆ มีชีวิตชีวาขึ้น พลังชีวิตของคุณจะค่อย ๆ กลับมา
และเมื่อคุณสามารถห่างเทคโนโลยีได้เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ได้ใช้งานมัน และได้ออกไปนอกบ้านโดยไม่ต้องใช้เงินทองอะไร เพราะเดินไป ไม่ได้นั่งรถ หรือนั่งรถไปไกล ๆ ได้โดยไม่รู้สึกอะไรมัน คา อยู่ในหัว...
แล้วลองกลับมานั่งหน้าคอมอีกครั้ง
วันนั้นคุณจะพบว่า
คุณสามารถใช้เทคโนโลยีได้คุ้มค่า มากกว่าที่ผ่านมา
เหลือเกิน..
--------------------




#1 By (^_^)/nana on 2008-04-28 10:35