อยากพัฒนางานต้องหน้าด้านเข้าไว้
posted on 05 Apr 2008 21:26 by nike in HottedPost, Othersวันนี้ขอสวมชุดเกรียนกับเขาบ้างล่ะครับ
เดินไปเดินมาตามบล็อกเพื่อนบ้านก็มีหลายเรื่องหลากราวให้ได้อ่านกัน แล้วก็ไปพบเรื่องราวของการวิจารณ์ผลงาน ซึ่งได้ให้แง่คิดในด้านของคนฝั่งวิจารณ์ และคนที่ถูกวิจารณ์ออกมาในแนวทางเดียวกัน นั่นก็คือ วิจารณ์ คือการพัฒนาผลงานของผู้สร้างงาน จากคนที่เสพงาน
แต่ผมอยากเสนอเรื่องจริงอีกเรื่อง (ไปอ่านบรรทัดแรกอีกทีแล้วทำใจล่วงหน้านะครับ)....
การพัฒนางานที่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคนมาวิจารณ์หรอกครับ...
เอ้า... จริงสิ.... ไม่เชื่อเหรอ....
ผมจะเฉลยให้นะครับ..
----------------------------------------------
ก้าวแรกของนักสร้างสรรค์ผลงานนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่นักวิจารณ์เข้าใจหรอกนะครับ ด้วยทุกคนนั้นล้วนเกิดมามีเพียงตัวกับสายรกที่แม้แต่หมอก็ไม่ยอมเก็บไว้ให้ ข้างกายนั้นมีเพียงพ่อแม่ หรือญาติ ๆ ที่คอยดูแลจนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา บางคนโชคร้ายหน่อยก็อาจโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่สิ่งที่ทุกคนไ้ด้มาเหมือนกันนั้นคือ "ชีวิต" ที่ต้องเรียนรู้โลกและพัฒนาตัวเองให้สามารถเอาตัวรอดด้วยตัวเองในอนาคตกันทั้งนั้น บางคนอาจมีฐานะมั่นคงมาตั้งแต่เกิด แต่ก็ต้องพยายามสร้างอะไรซักอย่างเพื่อสร้างให้ตัวเองมีอะไรที่เหมือนคนอื่นเขาอยู่ดี
ถ้าตอนผมเกิดมาแล้วมีใครมาวิจารณ์การเกิดของผม ... พ่อแม่ผมจะทำอย่างไรดี เพราะเขาไม่ฟังคนรอบข้างวิจารณ์ ผมจึงมีชีวิตที่ดีในวันนี้ได้
ก้าวแรกที่คุณจะลุกขึ้นเดินนั้น วัยเด็กคุณคงจำไม่ได้หรอกว่าคุณลุกขึ้นมาเดินเพราะอะไร... แต่เมื่อคุณเดินคล่องแล้ว คุณก็ไม่คิดจะกลับไปคลานอีก... เพราะเดินมันเร็วกว่าเห็น ๆ สิ่งนี้คือตัวอย่างของคำว่าพัฒนา..
ถ้าผมฟังคนรอบข้างวิจารณ์การเดินของผม ผมอาจเดินได้เท่ห์กว่านี้หรือเปล่า ?
เมื่อเริ่มเรียนหนังสือ เคยอยากเป็นอะไรบ้างไหมครับ... เวลาที่ครูให้เขียนเรียงความน่ะครับ.. เขียนว่าอยากเป็นอะไรเอ่ย.... ลองกลับไปนึกดู หรือหาสมุดเล่มนั้นมาอ่านสิครับ... บางคนคงขำว่า "คิดไปได้ไงวะ"
ผมมีเพื่อนคนนึงมาอ่านให้ฟังว่า "โตขึ้นอยากเป็นเจ้าสาวครับ" .. ตอนเด็ก ๆ ไม่ได้คิดอะไรนะครับ แต่พอตอนโตกลับไปคิดถึงทีไรก็อยากถามมันว่า "ได้เป็นเจ้าสาวหรือยัง... "
ผมมีเพื่อนอีกคนนึง ท่านนี้ปัจจุบันเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ในสมัยเรียนด้วยกัน ในวิชาภาษาไทย ม.ปลาย มันเขียนนิยาย อีโรติก ส่งอาจารย์..... อาจารย์ดูท่าทางจะชอบมากเลยให้คะแนนเต็มซะด้วย...
เพื่อนผมคนหนึ่งตัดสินใจไปเป็นนักกีฬาทีมชาติ... มันไม่กลัวว่าตอนแก่จะไม่มีงานทำหรือไง....
แม้แต่เพื่อนคนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้าโรงเรียนจ่าทหารเรือ มันใจเด็ดจริง ๆ...
ที่ยก ๆ มานี่ก็เพื่อต้องการให้เห็นภาพบางอย่างนะครับ..
เพื่อนคนที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ มันไม่เคยมีใครมาวิจารณ์การวิ่งของมัน มันก็เข้าทีมชาติได้
เพื่อนคนที่เขียนนิยายอีโรติกนั่น.. ไม่มีใครกล้าวิจารณ์งานมัน มันก็ยังเขียนต่อจนหนาเป็นปึก ๆ แล้ววางขายได้..
แม้แต่ไอ้ที่ไปเป็นทหาร มันก็ไม่เึคยมีใครไปวิจารณ์มัน ปัจจุบันมันเป็น ผบ.ตอน ไปแล้ว...
หมายความว่า งานบางอย่าง สามารถพัฒนาได้โดยไม่ต้องมีใครมาวิจารณ์งั้นหรือ ?
ผิดแล้วครับ..
จริง ๆ แล้วงานทุกงาน ไม่จำเป็นต้องมีใครมาวิจารณ์หรอกครับ คนเราถ้ามันต้องการจะเป็น หรือจะทำอะไรซักอย่าง มันต้องการเพียงคำแนะนำเท่านั้น หาใช่คำวิจารณ์จากใคร ๆ...
ผมเห็นเสมอ ๆ ที่คนทำอะไรออกมาซักอย่าง ออกมาขายแล้ว ขายดี... แต่ก็มีนักวิจารณ์ออกมาพูดในด้านตรงข้ามเสมอ..
หนังสนุก ๆ ทุกเรื่องมักถูกนักวิจารณ์โขกสับว่าไร้คุณภาพ ใช่ไหม ?
เพลงดี ๆ หลาย ๆ เพลง ก็ถูกนักวิจารณ์โขกสับว่าน่าจะทำดีกว่านี้ใช้ไหมครับ ?
มีงานอะไรบ้างที่ทำออกมาแล้วไม่ถูกนักวิจารณ์พูดถึงในแง่ลบ ?.... มีสิ
งานนั้นมันจะต้องเป็นงานคุณภาพต่ำ แต่มีตรรกะอะไรซักอย่างที่คนดูรับรู้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่นักวิจารณ์รับได้เต็มที่เต็มใจ ซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างงานด้วยความตั้งใจบางอย่างในตัวตนของงานอย่างแท้จริง
คราวนี้ผมขอเกรียนเพิ่มหน่อยนึง...
สมมติว่า ถ้าผมจะทำงานอะไรออกมาซักอย่าง เช่น วาดการ์ตูนเล่น ๆ ซักเรื่องนี่.... ผมควรจะทำให้คนดูชอบ หรือนักวิจารณ์ชอบดีครับ ?
ไม่ต้องเป็นผมหรอกมั้ง ยกตัวอย่างเป็นตัวคุณก็ได้.. ถ้าคุณจะทำขนมขาย คุณจะทำขนมขายให้อาจารย์ฝ่ายปกครอง หรือจะทำขนมส่งขายให้เด็กนักเรียนกินดีเอ่ย
นักวิจารณ์บางคนบอกว่า "ถ้าฉันไม่ออกมาวิจารณ์ สินค้าของคุณมันก็จะห่วยแตกไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร"
ผมก็อยากจะเกรียน ๆ ไปว่า "ต่อให้คุณไม่พูด ผมก็อยากทำของที่ขายแล้วไม่มีปัญหาออกมาขายอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดตกบกพร่องในการผลิตมากกว่า"
แล้วถ้านักวิจารณ์ยังเสิรมว่า "ถ้าคุณไม่พร้อมจะทำออกมาทำไม ?"
ผมก็ขอเกรียนกลับไปว่า "ถ้าผมรอพร้อม ผมก็ไม่ได้เริ่มทำซักที" ....
นั่นแหละครับ..
เหมือนรายการทีวีที่มีละครหรือเกมโชว์ออกมาแล้วถูกคนกลุ่มหนึ่งออกมาประนามว่า ไร้จริยธรรม มอมเมา แต่ผมก็อยากให้มองอีกด้านบ้างว่า "ถ้าตราบใดที่ผู้บริโภค ยังชอบดู กูก็ต้องพัฒนาให้มันไร้สาระยิ่งขึ้นนั่นแหละ"
อย่าบอกว่าคนไทยไร้สมองนะครับ เพราะเห็นหลายคนมีปฏิกิริยากับท่าน อดีต รมต ที่เคยออกมาบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่โง่ นั้น.. มันไม่จริง คนไทยฉลาดทุกคน คิดเองเป็น อะไรแบบนั้นน่ะครับ....
ทีนี้กลับเข้ามาเรื่องการช่วยพัฒนางานกัน นักวิจารณ์บางท่านพยายามยกเรื่องประโยชน์ของการวิจารณ์คือการพัฒนาวงการ หรือพัฒนางาน..
ผมว่า.... ไม่ต้องวิจารณ์หรอกครับ.. ไม่ชอบกันก็ ด่า ไปเลย ไม่ชอบนิดหน่อยก็ด่าน้อยหน่อย ไม่ชอบมาก ๆ ก็ด่ามาก ๆ มันจะดีกว่า........... ตรงไหนกัน ?
ก็.. คนที่ไม่เจ๋งจริง ๆ จะได้เลิกทำไปให้หมดไงครับ เหลือแต่คนเก่ง ๆ ที่คุณชอบนั่นไง ซึ่ง.. มันก็ไม่มีทางเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะคนที่คิดจะมาทำงาน สร้างงานมานำเสนอนั้น ต่างก็มีอะไร ๆ บางอย่างที่เหมือน ๆ กัน
นั่นก็คือ "ความด้านต่อการดูถูก" .. อ่า.. อธิบายเพิ่มนิดนึงก็แล้วกันนะครับ
ถ้าไม่หน้าด้าน จะกล้าทำออกมาไหม ? โดนด่า ก็ไม่เลิก ขายไม่ออกก็ไม่หยุด ไม่รู้ไปกินดีหมีมาจากไหน ถึงได้ดื้อไม่เลิกทำงานกันซักที
คิดหรือครับว่าเพียงแค่คำวิจารณ์จากหน้ากระดาษหรือหน้าเวบ จะหยุดยั้งคนหน้าด้านทำงานได้
แล้วมันจะพัฒนาได้ไง ?.. คนหน้าด้านทุกคนมีสมองคิดน่ะครับ เวลาทำอะไรออกมาแล้วลูกค้าไม่ชอบเขาก็จะปรับตัวพัฒนางานให้ลูกค้าชอบ ซึ่งลูกค้านั้น อาจไม่ใช่นักวิจารณ์หรอกนะครับ สัดส่วนของนักวิจารณ์กับ ลูกค้านั้นต่างกันมาก ซึ่งถ้าเป็นผม ผมก็ขอเข้าข้างลูกค้าของผมมากกว่านักวิจารณ์ที่ไม่ใช่ลูกค้าของผมนะครับ
ดังนั้นนักวิจารณ์ที่ดี ที่คนทำงานอยากฟังนั้น ไม่จำเป็นต้องชมหรือด่าอะไรมากมายหรอกครับ เพราะสิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ "เสียงตอบรับของลูกค้า" มากกว่าเสียงวิจารณ์ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซื้อไปหรือยัง..
อยากเป็นคนทำงานที่คิดงานเองได้นั้นต้องมีความมั่นใจสูงมาก เสียงรอบข้างแทบจะไม่มีอิทธิพลกับแนวทางการทำงานเลย ลองไปดูตัวอย่างเช่น หนังตลกสิครับ เรื่องไหนพูดหยาบ จะมีคนดูหัวเราะชอบใจ แต่โดนด่าเยอะ พอคนกำกับยอมเปลี่ยนแนวมาตลกแต่ไม่พูดหยาบ กลับขายไม่ได้ เจ๊งเละเทะ.. นักวิจารณ์จะรับผิดชอบไหมครับ ? เห็นก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตา "ทำงาน" ของเขากันต่อไปไม่สนใจว่าคนที่ฟังท่านเขากำลังซวยเพราะท่านจริง ๆ
-------------------------------
ตอนนี้ถอดชุดเกรียนออกแล้วครับ
ผมเองอยากฝากถึงนักวิจารณ์ หรือใครที่อยากลองเข้ามาวิจารณ์งาน ท่านไม่จำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงขั้นตอนการทำงานหรอกครับ ท่านไม่จำเป็นต้องเพิ่มดีกรีความร้อนแรงของการวิจารณ์เพื่อให้อะไร ๆ มันพัฒนาขึ้นมาหรอกครับ
คนทำงานน่ะต้องการเพียงความเคารพในงานของพวกเขา จากนักวิจารณ์อย่างพวกท่านมากกว่า...
เคารพกันบ้าง เหมือนที่พวกเราเคารพพวกท่าน
ถ้าวันใดเราไม่เคารพซึ่งกันและกัน....
ท่านจะรู้ว่าวันนั้น.....
พวกท่านแทบจะไม่มีความหมายในสายตาของพวกเราเลย
แจกให้ก่อนก็แล้วกัน




แล้วคนที่ได้รับคำวิจารณ์จากคนที่วิจารณ์เป็นจะเข้าใจในจุดที่ตัวเองจะปรับปรุง ถ้าคนที่วิจารณ์ไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีความรู้ในเรื่องราวที่เขากำลังวิจารณ์แล้วก็เหมือนกับฟังเด็กสอนผู้ใหญ่ไม่มีค่า ไม่มีความหมายที่จะต้องใส่ใจครับ (ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือระดับผู้สร้างผลงาน แต่ก็ควรจะอยู่ในแวดวงบ้าง ไม่ใช่นาย ก. นาย ข. ที่ไหนผ่านมา)
แต่ผมยังเชื่อในกระบวนการวิจารณ์ที่ถูกต้องนะครับ ว่ามันจะเป็นการเจียรไนเพชรให้งดงามขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้วิจารณ์ต้องวิจารณ์เป็นด้วยนะ
พอจะมีที่มาของ entry นี้ไหมครับ ส่งมาทาง sms ก็ได้ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แหะๆ(แบบว่าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนิดๆ)
#1 By tamanxzg on 2008-04-05 22:42