วันนี้ขอสวมชุดเกรียนกับเขาบ้างล่ะครับ

เดินไปเดินมาตามบล็อกเพื่อนบ้านก็มีหลายเรื่องหลากราวให้ได้อ่านกัน แล้วก็ไปพบเรื่องราวของการวิจารณ์ผลงาน ซึ่งได้ให้แง่คิดในด้านของคนฝั่งวิจารณ์ และคนที่ถูกวิจารณ์ออกมาในแนวทางเดียวกัน นั่นก็คือ วิจารณ์ คือการพัฒนาผลงานของผู้สร้างงาน จากคนที่เสพงาน

แต่ผมอยากเสนอเรื่องจริงอีกเรื่อง (ไปอ่านบรรทัดแรกอีกทีแล้วทำใจล่วงหน้านะครับ)....

การพัฒนางานที่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคนมาวิจารณ์หรอกครับ...

เอ้า... จริงสิ.... ไม่เชื่อเหรอ....

ผมจะเฉลยให้นะครับ..

----------------------------------------------

ก้าวแรกของนักสร้างสรรค์ผลงานนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่นักวิจารณ์เข้าใจหรอกนะครับ ด้วยทุกคนนั้นล้วนเกิดมามีเพียงตัวกับสายรกที่แม้แต่หมอก็ไม่ยอมเก็บไว้ให้ ข้างกายนั้นมีเพียงพ่อแม่ หรือญาติ ๆ ที่คอยดูแลจนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา บางคนโชคร้ายหน่อยก็อาจโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่สิ่งที่ทุกคนไ้ด้มาเหมือนกันนั้นคือ "ชีวิต" ที่ต้องเรียนรู้โลกและพัฒนาตัวเองให้สามารถเอาตัวรอดด้วยตัวเองในอนาคตกันทั้งนั้น บางคนอาจมีฐานะมั่นคงมาตั้งแต่เกิด แต่ก็ต้องพยายามสร้างอะไรซักอย่างเพื่อสร้างให้ตัวเองมีอะไรที่เหมือนคนอื่นเขาอยู่ดี

ถ้าตอนผมเกิดมาแล้วมีใครมาวิจารณ์การเกิดของผม ... พ่อแม่ผมจะทำอย่างไรดี เพราะเขาไม่ฟังคนรอบข้างวิจารณ์ ผมจึงมีชีวิตที่ดีในวันนี้ได้

 

ก้าวแรกที่คุณจะลุกขึ้นเดินนั้น วัยเด็กคุณคงจำไม่ได้หรอกว่าคุณลุกขึ้นมาเดินเพราะอะไร... แต่เมื่อคุณเดินคล่องแล้ว คุณก็ไม่คิดจะกลับไปคลานอีก... เพราะเดินมันเร็วกว่าเห็น ๆ สิ่งนี้คือตัวอย่างของคำว่าพัฒนา..

 

ถ้าผมฟังคนรอบข้างวิจารณ์การเดินของผม ผมอาจเดินได้เท่ห์กว่านี้หรือเปล่า ?

 

เมื่อเริ่มเรียนหนังสือ เคยอยากเป็นอะไรบ้างไหมครับ... เวลาที่ครูให้เขียนเรียงความน่ะครับ.. เขียนว่าอยากเป็นอะไรเอ่ย.... ลองกลับไปนึกดู หรือหาสมุดเล่มนั้นมาอ่านสิครับ... บางคนคงขำว่า "คิดไปได้ไงวะ"

ผมมีเพื่อนคนนึงมาอ่านให้ฟังว่า "โตขึ้นอยากเป็นเจ้าสาวครับ" .. ตอนเด็ก ๆ ไม่ได้คิดอะไรนะครับ แต่พอตอนโตกลับไปคิดถึงทีไรก็อยากถามมันว่า "ได้เป็นเจ้าสาวหรือยัง... "

ผมมีเพื่อนอีกคนนึง ท่านนี้ปัจจุบันเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ในสมัยเรียนด้วยกัน ในวิชาภาษาไทย ม.ปลาย มันเขียนนิยาย อีโรติก ส่งอาจารย์..... อาจารย์ดูท่าทางจะชอบมากเลยให้คะแนนเต็มซะด้วย...

เพื่อนผมคนหนึ่งตัดสินใจไปเป็นนักกีฬาทีมชาติ... มันไม่กลัวว่าตอนแก่จะไม่มีงานทำหรือไง....

แม้แต่เพื่อนคนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้าโรงเรียนจ่าทหารเรือ มันใจเด็ดจริง ๆ...

ที่ยก ๆ มานี่ก็เพื่อต้องการให้เห็นภาพบางอย่างนะครับ..

 

เพื่อนคนที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ มันไม่เคยมีใครมาวิจารณ์การวิ่งของมัน มันก็เข้าทีมชาติได้

เพื่อนคนที่เขียนนิยายอีโรติกนั่น.. ไม่มีใครกล้าวิจารณ์งานมัน มันก็ยังเขียนต่อจนหนาเป็นปึก ๆ แล้ววางขายได้..

แม้แต่ไอ้ที่ไปเป็นทหาร มันก็ไม่เึคยมีใครไปวิจารณ์มัน ปัจจุบันมันเป็น ผบ.ตอน ไปแล้ว...

หมายความว่า งานบางอย่าง สามารถพัฒนาได้โดยไม่ต้องมีใครมาวิจารณ์งั้นหรือ ?

ผิดแล้วครับ..

จริง ๆ แล้วงานทุกงาน ไม่จำเป็นต้องมีใครมาวิจารณ์หรอกครับ คนเราถ้ามันต้องการจะเป็น หรือจะทำอะไรซักอย่าง มันต้องการเพียงคำแนะนำเท่านั้น หาใช่คำวิจารณ์จากใคร ๆ...

ผมเห็นเสมอ ๆ ที่คนทำอะไรออกมาซักอย่าง ออกมาขายแล้ว ขายดี... แต่ก็มีนักวิจารณ์ออกมาพูดในด้านตรงข้ามเสมอ..

หนังสนุก ๆ ทุกเรื่องมักถูกนักวิจารณ์โขกสับว่าไร้คุณภาพ ใช่ไหม ?

เพลงดี ๆ หลาย ๆ เพลง ก็ถูกนักวิจารณ์โขกสับว่าน่าจะทำดีกว่านี้ใช้ไหมครับ ?

มีงานอะไรบ้างที่ทำออกมาแล้วไม่ถูกนักวิจารณ์พูดถึงในแง่ลบ ?.... มีสิ

งานนั้นมันจะต้องเป็นงานคุณภาพต่ำ แต่มีตรรกะอะไรซักอย่างที่คนดูรับรู้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่นักวิจารณ์รับได้เต็มที่เต็มใจ ซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างงานด้วยความตั้งใจบางอย่างในตัวตนของงานอย่างแท้จริง

คราวนี้ผมขอเกรียนเพิ่มหน่อยนึง...

สมมติว่า ถ้าผมจะทำงานอะไรออกมาซักอย่าง เช่น วาดการ์ตูนเล่น ๆ ซักเรื่องนี่.... ผมควรจะทำให้คนดูชอบ หรือนักวิจารณ์ชอบดีครับ ?

ไม่ต้องเป็นผมหรอกมั้ง ยกตัวอย่างเป็นตัวคุณก็ได้.. ถ้าคุณจะทำขนมขาย คุณจะทำขนมขายให้อาจารย์ฝ่ายปกครอง หรือจะทำขนมส่งขายให้เด็กนักเรียนกินดีเอ่ย

นักวิจารณ์บางคนบอกว่า "ถ้าฉันไม่ออกมาวิจารณ์ สินค้าของคุณมันก็จะห่วยแตกไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร"
ผมก็อยากจะเกรียน ๆ ไปว่า "ต่อให้คุณไม่พูด ผมก็อยากทำของที่ขายแล้วไม่มีปัญหาออกมาขายอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดตกบกพร่องในการผลิตมากกว่า"
แล้วถ้านักวิจารณ์ยังเสิรมว่า "ถ้าคุณไม่พร้อมจะทำออกมาทำไม ?"
ผมก็ขอเกรียนกลับไปว่า "ถ้าผมรอพร้อม ผมก็ไม่ได้เริ่มทำซักที" ....

นั่นแหละครับ..

เหมือนรายการทีวีที่มีละครหรือเกมโชว์ออกมาแล้วถูกคนกลุ่มหนึ่งออกมาประนามว่า ไร้จริยธรรม มอมเมา แต่ผมก็อยากให้มองอีกด้านบ้างว่า "ถ้าตราบใดที่ผู้บริโภค ยังชอบดู กูก็ต้องพัฒนาให้มันไร้สาระยิ่งขึ้นนั่นแหละ"

อย่าบอกว่าคนไทยไร้สมองนะครับ เพราะเห็นหลายคนมีปฏิกิริยากับท่าน อดีต รมต ที่เคยออกมาบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่โง่ นั้น.. มันไม่จริง คนไทยฉลาดทุกคน คิดเองเป็น อะไรแบบนั้นน่ะครับ....

ทีนี้กลับเข้ามาเรื่องการช่วยพัฒนางานกัน นักวิจารณ์บางท่านพยายามยกเรื่องประโยชน์ของการวิจารณ์คือการพัฒนาวงการ หรือพัฒนางาน..

ผมว่า.... ไม่ต้องวิจารณ์หรอกครับ.. ไม่ชอบกันก็ ด่า ไปเลย ไม่ชอบนิดหน่อยก็ด่าน้อยหน่อย ไม่ชอบมาก ๆ ก็ด่ามาก ๆ มันจะดีกว่า........... ตรงไหนกัน ?

ก็.. คนที่ไม่เจ๋งจริง ๆ จะได้เลิกทำไปให้หมดไงครับ เหลือแต่คนเก่ง ๆ ที่คุณชอบนั่นไง ซึ่ง.. มันก็ไม่มีทางเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะคนที่คิดจะมาทำงาน สร้างงานมานำเสนอนั้น ต่างก็มีอะไร ๆ บางอย่างที่เหมือน ๆ กัน

นั่นก็คือ "ความด้านต่อการดูถูก" .. อ่า.. อธิบายเพิ่มนิดนึงก็แล้วกันนะครับ

ถ้าไม่หน้าด้าน จะกล้าทำออกมาไหม ? โดนด่า ก็ไม่เลิก ขายไม่ออกก็ไม่หยุด ไม่รู้ไปกินดีหมีมาจากไหน ถึงได้ดื้อไม่เลิกทำงานกันซักที

คิดหรือครับว่าเพียงแค่คำวิจารณ์จากหน้ากระดาษหรือหน้าเวบ จะหยุดยั้งคนหน้าด้านทำงานได้

แล้วมันจะพัฒนาได้ไง ?.. คนหน้าด้านทุกคนมีสมองคิดน่ะครับ เวลาทำอะไรออกมาแล้วลูกค้าไม่ชอบเขาก็จะปรับตัวพัฒนางานให้ลูกค้าชอบ ซึ่งลูกค้านั้น อาจไม่ใช่นักวิจารณ์หรอกนะครับ สัดส่วนของนักวิจารณ์กับ ลูกค้านั้นต่างกันมาก ซึ่งถ้าเป็นผม ผมก็ขอเข้าข้างลูกค้าของผมมากกว่านักวิจารณ์ที่ไม่ใช่ลูกค้าของผมนะครับ

ดังนั้นนักวิจารณ์ที่ดี ที่คนทำงานอยากฟังนั้น ไม่จำเป็นต้องชมหรือด่าอะไรมากมายหรอกครับ เพราะสิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ "เสียงตอบรับของลูกค้า" มากกว่าเสียงวิจารณ์ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซื้อไปหรือยัง..

อยากเป็นคนทำงานที่คิดงานเองได้นั้นต้องมีความมั่นใจสูงมาก เสียงรอบข้างแทบจะไม่มีอิทธิพลกับแนวทางการทำงานเลย ลองไปดูตัวอย่างเช่น หนังตลกสิครับ เรื่องไหนพูดหยาบ จะมีคนดูหัวเราะชอบใจ แต่โดนด่าเยอะ พอคนกำกับยอมเปลี่ยนแนวมาตลกแต่ไม่พูดหยาบ กลับขายไม่ได้ เจ๊งเละเทะ.. นักวิจารณ์จะรับผิดชอบไหมครับ ? เห็นก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตา "ทำงาน" ของเขากันต่อไปไม่สนใจว่าคนที่ฟังท่านเขากำลังซวยเพราะท่านจริง ๆ

-------------------------------

ตอนนี้ถอดชุดเกรียนออกแล้วครับ

ผมเองอยากฝากถึงนักวิจารณ์ หรือใครที่อยากลองเข้ามาวิจารณ์งาน ท่านไม่จำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงขั้นตอนการทำงานหรอกครับ ท่านไม่จำเป็นต้องเพิ่มดีกรีความร้อนแรงของการวิจารณ์เพื่อให้อะไร ๆ มันพัฒนาขึ้นมาหรอกครับ

คนทำงานน่ะต้องการเพียงความเคารพในงานของพวกเขา จากนักวิจารณ์อย่างพวกท่านมากกว่า...

เคารพกันบ้าง เหมือนที่พวกเราเคารพพวกท่าน

ถ้าวันใดเราไม่เคารพซึ่งกันและกัน....

ท่านจะรู้ว่าวันนั้น.....

 

 

พวกท่านแทบจะไม่มีความหมายในสายตาของพวกเราเลย

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ว่ากันด้วยเรื่องวิจารณ์เนี้ย คำวิจารณ์ต้องประกอบไปด้วย ติ และ ชม ถ้ามีแต่ ติเพียงอย่างเดียวจะเรียกว่าด่า อันนี้มีคนที่ไปสอบเรื่องการสื่อสารอะไรสักอย่างท่องหนังสือให้ฟัง

แล้วคนที่ได้รับคำวิจารณ์จากคนที่วิจารณ์เป็นจะเข้าใจในจุดที่ตัวเองจะปรับปรุง ถ้าคนที่วิจารณ์ไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีความรู้ในเรื่องราวที่เขากำลังวิจารณ์แล้วก็เหมือนกับฟังเด็กสอนผู้ใหญ่ไม่มีค่า ไม่มีความหมายที่จะต้องใส่ใจครับ (ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือระดับผู้สร้างผลงาน แต่ก็ควรจะอยู่ในแวดวงบ้าง ไม่ใช่นาย ก. นาย ข. ที่ไหนผ่านมา)

แต่ผมยังเชื่อในกระบวนการวิจารณ์ที่ถูกต้องนะครับ ว่ามันจะเป็นการเจียรไนเพชรให้งดงามขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้วิจารณ์ต้องวิจารณ์เป็นด้วยนะ

พอจะมีที่มาของ entry นี้ไหมครับ ส่งมาทาง sms ก็ได้ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แหะๆ(แบบว่าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนิดๆ)

#1 By tamanxzg on 2008-04-05 22:42

ใจเขา ใจเรา ...อันนี้ง่าย ๆ เลย
นึกถึงฉากไคลแมกซ์ใน Ratatouille ขึ้นมาเลยล่ะครับ

#3 By Chubby Chocobo on 2008-04-05 22:47

ในฐานะ คนทำงานศิลป์

ยังไงมันต้องเลือกฟังคนที่พูดถึงงานเราอยู่แล้วล่ะครับ

บางทีคนเดียวกัน ยังต้องแยกเป็นท่อนๆเลยนะ....sad smile
เหต ก่อให้ เกิดผล...

#5 By Basty (58.8.77.63) on 2008-04-05 22:52

ผมเห็นด้วยในแง่ที่ว่าบางทีคนวิจารณ์ก็วิจารณ์ไปเรื่อยน่ะครับ

แต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าบางคนก็ต้องการมุมมองจากผู้อื่น เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนางานของตนเองเช่นกันครับ

#6 By SkyKiD on 2008-04-05 22:52

ถูก

#7 By garun on 2008-04-05 22:52

7 คอมเมนต์ ไม่เห็นมีดราก้อนบอลสักลูก - -"


Hot! แจกให้ก่อนก็แล้วกัน

#8 By นายอ้วนพี on 2008-04-05 22:59

เข้ามาอ่านแล้วก็กด Hot!
ด้วยอาการโดนใจค่ะ ^ ^

#9 By honeynut on 2008-04-05 23:37

LOOP....

#10 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-04-05 23:39

มันก็ต้องแล้วแต่คำวิจารณ์ด้วยนะว่าเป็นคำวิจารณ์ที่มีคุณภาพรึเปล่า
อย่างนานาชอบนะถ้ามีคนมาวิจารณ์งานของเราอย่างมีเหตุผล
เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่างานของเราต้องแก้ตรงไหน

(คิดเหมือน #1 ว่ามันจะเป็นการเจียรไนเพชรให้งดงามขึ้น)

แต่นั่นแหละ ถ้าเป็นคำวิจารณ์ดีๆ ก็ดีไป (ก่อให้เกิดการพัฒนา)
แต่ถ้าได้คำวิจารณ์เกรียนๆก็....... sad smile open-mounthed smile

#11 By นานาาา on 2008-04-05 23:45

เขาไม่วิจารณ์ หรือคุณไม่รู้

#12 By book on 2008-04-05 23:45

เห็นด้วยง่ะ...แต่ไม่ได้รังเกียจคนวิจารณ์งาน ส่วนตัวมองว่าคนที่ชอบติงานนู้นนี่ โรคจิตง่ะ..
เหมือนไม่มีที่ระบายรึไงไม่รู้.....จะติก็ติได้ ติและชมด้วยดิ่ ไม่ว่าจะงานอะไรในโลกก็ตาม
มีแย่ ก็ต้องมีดี การติ-ให้เขารู้และแก้ไข คนบางคนไม่ติก็ไม่รู้จะแก้ไขไรนะ
ส่วนชม-คือแฝงให้กำลังใจเขาหน่อย ทำไม..? ชีวิตคุณ ชอบเหยียบย่ำคนอื่นโดยไม่ยื่นมือ
ชักเขาขึ้นมาเลยหรือไงกัน....เห็นมะบอกแล้วว่าโรคจิต... -_- ขอแอบด่าหน่อยนะ เผื่อใครที่
เป็นเจ้าของการติจะมาเห็นเข้า...open-mounthed smile

#13 By p.cobra on 2008-04-06 02:48

เห็นด้วยกับ Chubby Chocobo

กำลังจะพิมพ์แล้ว
แต่เห็นข้างล่างมีพอดี

#14 By dsin (58.8.52.14) on 2008-04-06 07:54

ใช่เลยครับ

#15 By was_in on 2008-04-06 10:23

tag kiran <<< =w="

การวิจารณ์มันดีแต่ต้องมีเหตุมีผลอะนะ
คนทำงานไม่จำเป็นต้องมารับฟังคำวิจารณ์ทั้งหมดก็ได้

#16 By goemon on 2008-04-06 11:05

ขอแบร์ฮักเจ้าของ blog แรง ๆ ซักครั้ง ไม่มีอะไรเหลือให้คาใจอีกต่อไปแล้ว

แม้จะขึ้น hot เรียบร้อยแล้ว แต่ก็อยากให้ค่ะ Hot!

#17 By K9 on 2008-04-06 11:11

การวิจารณ์งานมีทั้งดีและไม่ดีคะ
ส่วนใหญ่อ่านเจอ ติมากกว่าชมอ่ะคะ
บางคนอาจท้อ แต่บางคนเค้าไม่ท้อ
เค้ามีกำลังใจยิ่งกว่าเก่าคือ ต้องให้ให้ดีกว่านี้ !

ก็มีทั้ง ด้านดีและไม่ดีนะคะ แล้วแต่คนจะมองกัน big smile
ถูกใจ Entry นี้เหมือนกันนะ Hot!

#18 By ★+::+@MilY+::+★ on 2008-04-06 14:26

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที 13 ค่ะ

สำหรับเราแล้วสิ่งที่ต้องการที่สุดก็คือทั้ง คำติ และชม เมื่อไม่ชอบตรงไหนก็ แนะนำมา ติมา เราจะได้แก้ไขและพัฒนางานให้ดีขึ้น ส่วนคำชมก็เพื่อสร้างกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่มาวิจารณ์ไปเรื่อยเปื่อย

#19 By miiself on 2008-04-06 21:24

ชอบ entry นี้มากๆครับ อ่านแล้วเข้าใจอะไรๆมากขึ้น Hot! Hot!

#20 By ดอกไม้หอม on 2008-04-07 04:17

เห็นด้วยเป็นอย่างสูงครับ Hot!

#21 By PERFECT WEDNESDAY on 2008-04-07 20:48

เห็นด้วยค่ะ
แบบว่าอ่านเเล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้น
จะว่าไปเเล้วคนเราก็น่าจะรู้ข้อเสียของตัวเองดีกว่าใครๆนะค่ะ
ยังไงก็ฟังหูไว้หูละเนอะ^^
ชอบตรงต้องเคารพซึ่งกันและกัน

ถ้าเป็นแบบนั้นได้คงดี Hot!

#23 By Blade on 2008-04-08 07:54

ผมเห็นด้วยกับเจ้าของบล็อกครับ การวิจารณ์ จำเป็นต้องพูดถึงข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่เอะอะก็จะเอาแต่ติๆๆๆ แล้วก็บอกว่า "นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว" อย่างเดียว และเจ้าของงาน เมื่อได้รับคำวิจารณ์แล้ว ก็ควรจะมีความเชื่อมั่นและมีวิจารณญาณในการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ใช่อ่อนไหวไปตามลมปาก

แต่ผมก็ยังคงเชื่ออยู่ว่า นักวิจารณ์ก็คือตัวแทนของผู้อ่านส่วนหนึ่งที่มีความรู้สึกต่อผลงานนั้นๆ การออกมาต่อต้านความคิดเห็นที่เกรียนๆว่าเป็นความคิดเห็นที่ไม่ต่างจากเด็ก มาสอนผู้ใหญ่ยิงปืน มันก็เท่ากับว่าปิดกั้นผลตอบรับในแง่ลบ คิดแต่จะเปิดรับแค่ผลตอบรับในเชิงบวกอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักสร้างสรรค์ไม่ควรจะทำเลย

ผมคิดว่าการที่เราจะ Selfได้ขนาดนั้นว่าไม่จำเป็นต้องมาวิจารณ์ กูรู้ตัวดีอยู่แล้ว เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่าของเรา "แน่จริง" และ "หนักแน่นในความคิด"

มิเช่นนั้น การที่เราออกไปอวดอ้าง มันจะทำให้เรากลายเป็นตัวตลกเปล่าๆ


(จะมีใครกล่าวหาว่าผมด่าเจ้าของบล็อกไหมนะ)sad smile

#24 By KennyHass on 2008-04-08 16:04

นิเกะ View my profile

Recommend

Favourites