วิธีแก้ไขอาการ Hikkikomori
posted on 28 May 2007 13:31 by nike in Others
ิจู่ ๆ ผมก็อยากบอกเล่าวิธีการแก้ไขโรคนี้นะครับ ก่อนจะเล่าก็ขอบอกเลยว่า ผมไม่ใช่หมอ หมอไม่เคยเป็นหรอกโรคนี้น่ะ แต่ก็คงพบกับคนไข้ที่เป็นโรคนี้มากมาย และเขาจะใช้ ยา + วิธีการพูดคุยกับคนไข้ให้ค่อย ๆ ปรับตัว.... แต่ว่ากันตามจริง คนที่เป็นโรคนี้ จะเหมือนคนโชคร้ายครับ ถ้ายังอยู่กับพ่อแม่ น้อยคนนักที่จะได้ไปรักษา เพราะพ่อแม่คิดว่า เป็นเรื่องน่าอายที่จะให้สังคมรู้ว่าลูกตัวเองป่วยเป็นโรคทางจิตแบบนั้น ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ก็น้อยมากครับที่จะมีงานมีการทำ ผลสุดท้ายก็อาจจบลงที่ข้างถนน ตามป้ายรถเมล์ หรือกองขยะ
ขอทำความเข้าใจกับคุณลักษณะที่คนที่เป็นเขาเป็นให้ทราบว่าจุดเด่นของเขาคืออะไร มองยังไง หรือรู้ได้ไงว่าเป็นนะครับ
คนที่เป็นจะมีลักษณะพิเศษคือ มีทักษะทางบางด้านโดดเด่นมาก บางคนโดดเด่นหลายด้าน เช่น อาจจะวาดรูปเก่ง เล่นเกมเก่ง หรือค้นหาเก่ง อ่านหนังสือไว เข้าใจอะไรง่าย ฉลาดเป็นกรด เป็นนักปฏิบัติ อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ "พ่อแม่" อยากได้ลูกแบบนั้นมาเลี้ยง !!!!!! ใครที่หลงมาอ่านแล้วกำลังคิดว่ามีลูกฉลาด เก่งทุกด้าน ก็ระวังให้ดีกแล้วกันนะครับ
เด็กที่เป็นส่วนใหญ่จะมีพ่อแม่ที่เก่งมาก ๆ มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ หมายความว่า สิ่งที่พ่อแม่ให้ ถ้าไม่ครบ โอกาส ฮิกกี้ ของลูกจะมีความเป็นไปได้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับ ซึ่งตรงนี้ขอให้สังเกตุว่า ผลการเรียนของเขาจะดีมาก ๆ แต่ไม่เคยดีใจเลย ใครไม่ดีใจ ? ก็พวกพ่อแม่น่ะแหละครับ เพราะคิดว่า ลูกเขาทำได้แบบนั้นก็ไม่แปลก ต้องยิ่งกว่านี้สิ
พฤติกรรมในสังคมถ้าจะสังเกตุจากสมุดพกของอาจารย์ ไปอ่านได้เลยครับ เหมือน ๆ กันหมด "นาย...... เป็นเด็กที่ขยันเรียนมาก มีอุปนิสัย เงียบขรึม ไม่ค่อยคุยกับเพื่อน ๆ" ประมาณนี้นะครับ ไปสังเกตุกันได้เลย จะได้สมเป็นพ่อแม่กับเขาบ้าง.. ไม่ใช่อ่านเสร็จ โอ้ลูกเรา ฉายแววผู้นำ..
จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมสำคัญคือการ "ตัด" สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบ หรือตัวเขาไม่ชอบ ทิ้งออกจากชีวิตจริงที่ไม่น่าจะตัดได้ไงครับ อย่างตัดไม่ให้เพื่อนมาบ้าน ตัดการออกไปเที่ยวข้างนอก ตัดการแข่งขันในโรงเรียน ตัดการทำกิจกรรมกลุ่ม ด้วยสาเหตุจากคำบ่นของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเรียนอย่างเดียวให้เก่ง ๆ
คนที่เป็นโรคนี้จะมีงานอดิเรกที่พิเศษกว่าเรื่องปลูกต้นไม้ หรือไปเที่ยวครับ เพราะเขาจะใช้เวลาในห้องมากกว่าข้างนอก และถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์ เขาก็เป็นได้ครับ เช่น แอบนั่งวาดรูปคนเดียวในห้อง นั่งทำโมเดลยาก ๆ ทำอาหารเ่ก่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่บางคู่ ไม่ชอบ !!!! แต่เขาชอบ แล้วก็เป็นสิ่งที่เขาตัดทิ้งออกจากชีวิตให้คุณไม่ได้ !!! เขาต้องการมัน แต่พ่อแม่ไม่ต้องการ เพราะลองมองดูสิครับ กิจกรรมที่ผมยกตัวอย่างมานั้น เป็นตัวอย่างของอาชีพที่ไม่ปรารถนาของพ่อแม่บางท่านที่มีฐานะทางสังคมสูง และคิดว่าตัวเขาวาดเส้นทางดี ๆ ให้ไว้แล้ว ไม่ต้องทำก็ได้..
แล้วไอ้ที่เป็นกันไปแล้วล่ะ จะแก้ยังไงดี ?
มันแบ่งเป็น 2 ทางนะครับ คือ ทางสังคม กับ ตัวคนป่วยเอง
ในทางสังคม ก็คือ คนที่โชคดี ได้รับการยอมรับในสิ่งผิดปกติที่เขาเป็นก็จะสามารถรวมกลุ่มพูดคุยกันได้ คนนอก ถ้าเข้าไปจะงงครับ ผมยัง งง เลย เช่นกลุ่มคนรักการ์ตูน ขนาดคิดว่าเตรียมตัวไปพร้อมนะ เหมือนคนโรคจิตมาคุยกันเสียงดังลั่นทุ่ง คุยในเรื่องการ์ตูน ที่ไม่มีจริง แต่เขาคุยกันเหมือนตัวละครในการ์ตูน มีตัวตนจริง ๆ หรือในกลุ่มนักดนตรี เขาคุยแต่เรื่องเพลงครับ ทำไม้ทำมือเหมือนกำลังเล่นดนตรีตลอดเวลา คนที่วาดภาพ ก็เอาแต่วาด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ.. น่ากลัวมาก แต่เขามีความสุขที่ได้ระบายออกมาให้คนที่เข้าใจเขาได้เห็นน่ะครับ
ผมบอกตรง ๆ เวลาเห็นแบบนี้ ผมนั่งยิ้มไม่หุบเลยครับ ใครที่สังเกตุจะเห็นว่าผมไม่ได้พูดอะไรมากมาย นอกจากการยิ้ม นั่งฟัง นั่งดู... ผมชอบล่ะนะที่เห็นพวกเขามีทางออก
กับตัวคนป่วยเองล่ะ ? เขาทำอะไรได้บ้าง ?...
มันขึ้นอยู่กับเจตจำนงของเขาล่ะครับ ว่าเขาจะทำใจเดินออกมาได้ไหม เพราะคนที่บ้าน ไม่ชอบให้เขาออกไปข้างนอกนักหรอก แต่ถ้าออกมาได้ ถ้าเขาสังเกตุ เขาจะรู้ว่า มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปครับ ขอให้เดินออกมาเข้ากลุ่ม กลุ่มที่ชอบแแบเดียวกัน ออกมาระบายให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามีดี มันเจ๋ง ขั้นต้องออกปากชม..
ซึ่งยากนะครับ ถ้า ผู้ปกครอง พ่อแม่ จะยอมรับว่า "ลูกฉัน มีทางเดินที่ตัวเองวาดไว้แล้ว" ก็ขอให้ยอมรับกันนะครับว่า ลูกหลานของคุณ กำลังป่วย เพราะไม่ได้รับการยอมรับถึงสิ่งที่เขาโดดเด่น จงยอมรับครับ ว่า ลูกหลานของคุณ ไม่ใช่คนเลว กิจกรรมที่เขาทำ มีคนมากมายก็กำลังทำ สิ่งที่เขาชอบ มีคนมากมายที่ชอบ อนาคตของเขา คุณเลือกให้ก็ไม่ผิด แต่เคยถามเขาไหมว่าเขาต้องการมันหรือเปล่า ? แล้วปล่อยเขาออกมาให้พบเจอสังคมที่เขาต้องการเถิดครับ จะไปเฝ้ามองดูรอยยิ้มของเขาก็ได้ แล้วคุณจะรู้ว่า
ยิ้มที่เห็นจากลูกหลานของคุณ คุณไม่เคยเห็นในบ้านเลย
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาบ้างนะครับ ลองดูเอาเองละกันว่าเปลี่ยนได้จริงหรือเปล่า
สำหรับผมนั้น ผมเคยเห็นแล้วครับ ว่าเปลี่ยนจริง ๆ
ฝากถึงผู้ปกครองที่ลูกหลานยังไม่เป็น - อย่าขังเขาไว้ อย่าสั่งเขา ให้เขาทำสิ่งที่เขาต้องการบ้าง เฝ้ามองห่าง ๆ ก็พอ คอยชี้แนะ ไม่ใช่ห้าม การห้าม ไม่ใช่ทางป้องกันครับ
ฝากถึงน้องที่เป็น.. จงพิมพ์บทความนี้ออกมาให้พ่อแม่อ่านซะนะ.. แอบวางไว้ที่ไหนก็ได้ที่เขาน่าจะได้มีโอกาสอ่านมัน
ถ้าไม่เริ่มวันนี้ รอพรุ่งนี้ ก็อาจสายไปแล้ว..
ด้วยความเข้าใจ และปรารถนาดีครับ ฮิกกี้ ไม่ใช่นายคนเดียวที่เป็น คนที่เคยเป็น คนที่หายแล้วมีมากมาย... พยายามเข้านะ..
ขอทำความเข้าใจกับคุณลักษณะที่คนที่เป็นเขาเป็นให้ทราบว่าจุดเด่นของเขาคืออะไร มองยังไง หรือรู้ได้ไงว่าเป็นนะครับ
คนที่เป็นจะมีลักษณะพิเศษคือ มีทักษะทางบางด้านโดดเด่นมาก บางคนโดดเด่นหลายด้าน เช่น อาจจะวาดรูปเก่ง เล่นเกมเก่ง หรือค้นหาเก่ง อ่านหนังสือไว เข้าใจอะไรง่าย ฉลาดเป็นกรด เป็นนักปฏิบัติ อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ "พ่อแม่" อยากได้ลูกแบบนั้นมาเลี้ยง !!!!!! ใครที่หลงมาอ่านแล้วกำลังคิดว่ามีลูกฉลาด เก่งทุกด้าน ก็ระวังให้ดีกแล้วกันนะครับ
เด็กที่เป็นส่วนใหญ่จะมีพ่อแม่ที่เก่งมาก ๆ มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ หมายความว่า สิ่งที่พ่อแม่ให้ ถ้าไม่ครบ โอกาส ฮิกกี้ ของลูกจะมีความเป็นไปได้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับ ซึ่งตรงนี้ขอให้สังเกตุว่า ผลการเรียนของเขาจะดีมาก ๆ แต่ไม่เคยดีใจเลย ใครไม่ดีใจ ? ก็พวกพ่อแม่น่ะแหละครับ เพราะคิดว่า ลูกเขาทำได้แบบนั้นก็ไม่แปลก ต้องยิ่งกว่านี้สิ
พฤติกรรมในสังคมถ้าจะสังเกตุจากสมุดพกของอาจารย์ ไปอ่านได้เลยครับ เหมือน ๆ กันหมด "นาย...... เป็นเด็กที่ขยันเรียนมาก มีอุปนิสัย เงียบขรึม ไม่ค่อยคุยกับเพื่อน ๆ" ประมาณนี้นะครับ ไปสังเกตุกันได้เลย จะได้สมเป็นพ่อแม่กับเขาบ้าง.. ไม่ใช่อ่านเสร็จ โอ้ลูกเรา ฉายแววผู้นำ..

รูปประกอบ - จินตนาการของเธอในกรณีเป็นหญิงสาว ซ้ายตัวจริง ขวาจินตนาการ
จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมสำคัญคือการ "ตัด" สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบ หรือตัวเขาไม่ชอบ ทิ้งออกจากชีวิตจริงที่ไม่น่าจะตัดได้ไงครับ อย่างตัดไม่ให้เพื่อนมาบ้าน ตัดการออกไปเที่ยวข้างนอก ตัดการแข่งขันในโรงเรียน ตัดการทำกิจกรรมกลุ่ม ด้วยสาเหตุจากคำบ่นของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเรียนอย่างเดียวให้เก่ง ๆ
คนที่เป็นโรคนี้จะมีงานอดิเรกที่พิเศษกว่าเรื่องปลูกต้นไม้ หรือไปเที่ยวครับ เพราะเขาจะใช้เวลาในห้องมากกว่าข้างนอก และถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์ เขาก็เป็นได้ครับ เช่น แอบนั่งวาดรูปคนเดียวในห้อง นั่งทำโมเดลยาก ๆ ทำอาหารเ่ก่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่บางคู่ ไม่ชอบ !!!! แต่เขาชอบ แล้วก็เป็นสิ่งที่เขาตัดทิ้งออกจากชีวิตให้คุณไม่ได้ !!! เขาต้องการมัน แต่พ่อแม่ไม่ต้องการ เพราะลองมองดูสิครับ กิจกรรมที่ผมยกตัวอย่างมานั้น เป็นตัวอย่างของอาชีพที่ไม่ปรารถนาของพ่อแม่บางท่านที่มีฐานะทางสังคมสูง และคิดว่าตัวเขาวาดเส้นทางดี ๆ ให้ไว้แล้ว ไม่ต้องทำก็ได้..

รูปประกอบ - จินตนาการในกรณีพวกชอบเล่นเกม
แล้วไอ้ที่เป็นกันไปแล้วล่ะ จะแก้ยังไงดี ?
มันแบ่งเป็น 2 ทางนะครับ คือ ทางสังคม กับ ตัวคนป่วยเอง
ในทางสังคม ก็คือ คนที่โชคดี ได้รับการยอมรับในสิ่งผิดปกติที่เขาเป็นก็จะสามารถรวมกลุ่มพูดคุยกันได้ คนนอก ถ้าเข้าไปจะงงครับ ผมยัง งง เลย เช่นกลุ่มคนรักการ์ตูน ขนาดคิดว่าเตรียมตัวไปพร้อมนะ เหมือนคนโรคจิตมาคุยกันเสียงดังลั่นทุ่ง คุยในเรื่องการ์ตูน ที่ไม่มีจริง แต่เขาคุยกันเหมือนตัวละครในการ์ตูน มีตัวตนจริง ๆ หรือในกลุ่มนักดนตรี เขาคุยแต่เรื่องเพลงครับ ทำไม้ทำมือเหมือนกำลังเล่นดนตรีตลอดเวลา คนที่วาดภาพ ก็เอาแต่วาด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ.. น่ากลัวมาก แต่เขามีความสุขที่ได้ระบายออกมาให้คนที่เข้าใจเขาได้เห็นน่ะครับ
ผมบอกตรง ๆ เวลาเห็นแบบนี้ ผมนั่งยิ้มไม่หุบเลยครับ ใครที่สังเกตุจะเห็นว่าผมไม่ได้พูดอะไรมากมาย นอกจากการยิ้ม นั่งฟัง นั่งดู... ผมชอบล่ะนะที่เห็นพวกเขามีทางออก
กับตัวคนป่วยเองล่ะ ? เขาทำอะไรได้บ้าง ?...
มันขึ้นอยู่กับเจตจำนงของเขาล่ะครับ ว่าเขาจะทำใจเดินออกมาได้ไหม เพราะคนที่บ้าน ไม่ชอบให้เขาออกไปข้างนอกนักหรอก แต่ถ้าออกมาได้ ถ้าเขาสังเกตุ เขาจะรู้ว่า มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปครับ ขอให้เดินออกมาเข้ากลุ่ม กลุ่มที่ชอบแแบเดียวกัน ออกมาระบายให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามีดี มันเจ๋ง ขั้นต้องออกปากชม..
ซึ่งยากนะครับ ถ้า ผู้ปกครอง พ่อแม่ จะยอมรับว่า "ลูกฉัน มีทางเดินที่ตัวเองวาดไว้แล้ว" ก็ขอให้ยอมรับกันนะครับว่า ลูกหลานของคุณ กำลังป่วย เพราะไม่ได้รับการยอมรับถึงสิ่งที่เขาโดดเด่น จงยอมรับครับ ว่า ลูกหลานของคุณ ไม่ใช่คนเลว กิจกรรมที่เขาทำ มีคนมากมายก็กำลังทำ สิ่งที่เขาชอบ มีคนมากมายที่ชอบ อนาคตของเขา คุณเลือกให้ก็ไม่ผิด แต่เคยถามเขาไหมว่าเขาต้องการมันหรือเปล่า ? แล้วปล่อยเขาออกมาให้พบเจอสังคมที่เขาต้องการเถิดครับ จะไปเฝ้ามองดูรอยยิ้มของเขาก็ได้ แล้วคุณจะรู้ว่า
ยิ้มที่เห็นจากลูกหลานของคุณ คุณไม่เคยเห็นในบ้านเลย

รูปประกอบ - รอยยิ้มที่คุณไม่เคยเห็น.. หลอนว่ะ
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาบ้างนะครับ ลองดูเอาเองละกันว่าเปลี่ยนได้จริงหรือเปล่า
สำหรับผมนั้น ผมเคยเห็นแล้วครับ ว่าเปลี่ยนจริง ๆ
ฝากถึงผู้ปกครองที่ลูกหลานยังไม่เป็น - อย่าขังเขาไว้ อย่าสั่งเขา ให้เขาทำสิ่งที่เขาต้องการบ้าง เฝ้ามองห่าง ๆ ก็พอ คอยชี้แนะ ไม่ใช่ห้าม การห้าม ไม่ใช่ทางป้องกันครับ
ฝากถึงน้องที่เป็น.. จงพิมพ์บทความนี้ออกมาให้พ่อแม่อ่านซะนะ.. แอบวางไว้ที่ไหนก็ได้ที่เขาน่าจะได้มีโอกาสอ่านมัน
ถ้าไม่เริ่มวันนี้ รอพรุ่งนี้ ก็อาจสายไปแล้ว..
ด้วยความเข้าใจ และปรารถนาดีครับ ฮิกกี้ ไม่ใช่นายคนเดียวที่เป็น คนที่เคยเป็น คนที่หายแล้วมีมากมาย... พยายามเข้านะ..

รูปประกอบ - พฤติกรรมแปลก ๆ แต่ไม่เห็นน่าเกลียดน่าอายซักหน่อย น่าสนุกออก
รูปประกอบนำมาจาก สุดยอดเวบฝากรูป http://akibakko.net
ขออภัยครับ พิมพ์ไม่ติดบน FF จะกลับมาอัพเดตอีกที
Tags: hikkikomori7 Comments




#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-05-28 13:48